พึ่งมีโอกาสได้ดู Hana&Alice เวอร์ชั่น short films หลังจากดูแบบยาวๆมาก่อนแล้วเมื่อสามปีที่แล้ว
ถ้าไม่ได้ดูฉบับยาวมาก่อนนี่เราจะไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวเองได้เลย
คนส่วนใหญ่บอกว่าชอบแบบยาวมากกว่า เพราะว่าเนื้อเรื่องจะเพ่งความสนใจไปที่ยู อาโออิมากขึ้น
ตอนแรกเราก็คิดเช่นนั้นเพราะเคลิ้มไปกับความน่ารักของยู
แต่ว่าพอมาดูแบบหนังสั้นๆแล้วไม่ใช่เลย
เราพบว่า ถ้าเราได้ดูแบบหนังสั้นก่อนหนังยาว เราต้องชอบหนังสั้นมากกว่าแน่ๆ
(แต่ย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว เพราะเราดูแบบหนังยาวมาก่อน แล้วมันก็มีผลกระทบมากเหมือนกัน)
จากทั้งสองหนังสั้นยาว เหตุการณ์หลักๆส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่รถไฟ
สถานีรถไฟและรถไฟทำให้ทั้งสองสาวได้พบกับหนึ่งหนุ่มผู้เป็นต้นตอของเรื่องทั้งหมด
หนุ่มที่ชอบยืนอ่านหนังสือด้วยท่าทางประเด๋อประด๋าที่เราเป็นปลื้มสุดๆ
ประเด็นก็คือ มีอยู่ฉากนึงทั้งจากฉบับสั้นและยาวที่ติดค้างในใจเรามาตั้งแต่ดูแบบยาว
ฉากที่ว่านั่นคือ ตอนที่ทั้งคู่คุยกันอยู่บนรถไฟแล้วจู่ๆก็หันไปมองอะไรสักอย่าง
กล้องโฟกัสออกมาแล้วก็พบว่าคนที่นั่งอยู่ทั้งแถวก็หันไปมองเหมือนกัน
แล้วก็ตัดภาพไปเลย ไม่ยอมฉายว่าสิ่งที่หลายคนมองอยู่นั่นคืออะไร

ลองวิเคราะห์ดูว่าความเป็นไปได้ของสิ่งที่ถูกมองนั้นคืออะไร
อาจจะเป็นพระเอก เพราะสองสาวคุยกันอยู่ว่าหน้าเขาเหมือนคนเล่นฮัลนิบาล
แล้วคนทั้งแถวอาจได้ยินดังนั้นเลยหันมองตาม
นี่เป็นแค่ข้อสันนิษฐาน เพราะยังไม่รู้เลยว่าพระเอกอยู่ในฉากนั้นด้วยหรือเปล่าตอนสองสาวคุยกัน
จนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่
ว่าจะเขียนจดหมายไปถามชุนจิเมื่อนานมาแล้ว
แต่ยังไม่ได้เขียนเพราะภาษาญี่ปุ่นยังไม่ได้เรื่องเหมือนเคย
พึ่งมีโอกาสได้ดู Hana&Alice เวอร์ชั่น short films หลังจากดูแบบยาวๆมาก่อนแล้วเมื่อสามปีที่แล้ว
ถ้าไม่ได้ดูฉบับยาวมาก่อนนี่เราจะไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวเองได้เลย
คนส่วนใหญ่บอกว่าชอบแบบยาวมากกว่า เพราะว่าเนื้อเรื่องจะเพ่งความสนใจไปที่ยู อาโออิมากขึ้น
ตอนแรกเราก็คิดเช่นนั้นเพราะเคลิ้มไปกับความน่ารักของยู
แต่ว่าพอมาดูแบบหนังสั้นๆแล้วไม่ใช่เลย
เราพบว่า ถ้าเราได้ดูแบบหนังสั้นก่อนหนังยาว เราต้องชอบหนังสั้นมากกว่าแน่ๆ
(แต่ย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว เพราะเราดูแบบหนังยาวมาก่อน แล้วมันก็มีผลกระทบมากเหมือนกัน)
จากทั้งสองหนังสั้นยาว เหตุการณ์หลักๆส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่รถไฟ
สถานีรถไฟและรถไฟทำให้ทั้งสองสาวได้พบกับหนึ่งหนุ่มผู้เป็นต้นตอของเรื่องทั้งหมด
หนุ่มที่ชอบยืนอ่านหนังสือด้วยท่าทางประเด๋อประด๋าที่เราเป็นปลื้มสุดๆ
ประเด็นก็คือ มีอยู่ฉากนึงทั้งจากฉบับสั้นและยาวที่ติดค้างในใจเรามาตั้งแต่ดูแบบยาว
ฉากที่ว่านั่นคือ ตอนที่ทั้งคู่คุยกันอยู่บนรถไฟแล้วจู่ๆก็หันไปมองอะไรสักอย่าง
กล้องโฟกัสออกมาแล้วก็พบว่าคนที่นั่งอยู่ทั้งแถวก็หันไปมองเหมือนกัน
แล้วก็ตัดภาพไปเลย ไม่ยอมฉายว่าสิ่งที่หลายคนมองอยู่นั่นคืออะไร

ลองวิเคราะห์ดูว่าความเป็นไปได้ของสิ่งที่ถูกมองนั้นคืออะไร
อาจจะเป็นพระเอก เพราะสองสาวคุยกันอยู่ว่าหน้าเขาเหมือนคนเล่นฮัลนิบาล
แล้วคนทั้งแถวอาจได้ยินดังนั้นเลยหันมองตาม
นี่เป็นแค่ข้อสันนิษฐาน เพราะยังไม่รู้เลยว่าพระเอกอยู่ในฉากนั้นด้วยหรือเปล่าตอนสองสาวคุยกัน
จนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่
ว่าจะเขียนจดหมายไปถามชุนจิเมื่อนานมาแล้ว
แต่ยังไม่ได้เขียนเพราะภาษาญี่ปุ่นยังไม่ได้เรื่องเหมือนเคย

คุณอายุสามสิบแล้ว
แต่คุณยังเป็นผู้ครอบครองยิ้มอันบริสุทธิ์สดใสของเด็กสาววัยแรกรุ่นอยู่เลย :)
พึ่งมีโอกาสได้ดู Hana&Alice เวอร์ชั่น short films หลังจากดูแบบยาวๆมาก่อนแล้วเมื่อสามปีที่แล้ว
ถ้าไม่ได้ดูฉบับยาวมาก่อนนี่เราจะไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวเองได้เลย
คนส่วนใหญ่บอกว่าชอบแบบยาวมากกว่า เพราะว่าเนื้อเรื่องจะเพ่งความสนใจไปที่ยู อาโออิมากขึ้น
ตอนแรกเราก็คิดเช่นนั้นเพราะเคลิ้มไปกับความน่ารักของยู
แต่ว่าพอมาดูแบบหนังสั้นๆแล้วไม่ใช่เลย
เราพบว่า ถ้าเราได้ดูแบบหนังสั้นก่อนหนังยาว เราต้องชอบหนังสั้นมากกว่าแน่ๆ
(แต่ย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว เพราะเราดูแบบหนังยาวมาก่อน แล้วมันก็มีผลกระทบมากเหมือนกัน)
จากทั้งสองหนังสั้นยาว เหตุการณ์หลักๆส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่รถไฟ
สถานีรถไฟและรถไฟทำให้ทั้งสองสาวได้พบกับหนึ่งหนุ่มผู้เป็นต้นตอของเรื่องทั้งหมด
หนุ่มที่ชอบยืนอ่านหนังสือด้วยท่าทางประเด๋อประด๋าที่เราเป็นปลื้มสุดๆ
ประเด็นก็คือ มีอยู่ฉากนึงทั้งจากฉบับสั้นและยาวที่ติดค้างในใจเรามาตั้งแต่ดูแบบยาว
ฉากที่ว่านั่นคือ ตอนที่ทั้งคู่คุยกันอยู่บนรถไฟแล้วจู่ๆก็หันไปมองอะไรสักอย่าง
กล้องโฟกัสออกมาแล้วก็พบว่าคนที่นั่งอยู่ทั้งแถวก็หันไปมองเหมือนกัน
แล้วก็ตัดภาพไปเลย ไม่ยอมฉายว่าสิ่งที่หลายคนมองอยู่นั่นคืออะไร

ลองวิเคราะห์ดูว่าความเป็นไปได้ของสิ่งที่ถูกมองนั้นคืออะไร
อาจจะเป็นพระเอก เพราะสองสาวคุยกันอยู่ว่าหน้าเขาเหมือนคนเล่นฮัลนิบาล
แล้วคนทั้งแถวอาจได้ยินดังนั้นเลยหันมองตาม
นี่เป็นแค่ข้อสันนิษฐาน เพราะยังไม่รู้เลยว่าพระเอกอยู่ในฉากนั้นด้วยหรือเปล่าตอนสองสาวคุยกัน
จนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่
ว่าจะเขียนจดหมายไปถามชุนจิเมื่อนานมาแล้ว
แต่ยังไม่ได้เขียนเพราะภาษาญี่ปุ่นยังไม่ได้เรื่องเหมือนเคย

คุณอายุสามสิบแล้ว
แต่คุณยังเป็นผู้ครอบครองยิ้มอันบริสุทธิ์สดใสของเด็กสาววัยแรกรุ่นอยู่เลย :)
พี่รินโกะ คิคุจิ แม่สาวใบ้จาก Babel พูดได้แล้ว
(ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าพี่ไปฝึกภาษาใบ้มาอย่างช่ำชองและไม่ได้เป็นคนใบ้จริงๆ แต่พอมาเห็นพี่พูดปรื๋อในหนังรักวัยรุ่นที่มีนากเองจาก sky of love และริวเฮเล่นอยู่ด้วยแล้วงึงงันค่ะ พี่เท่ห์มาก สวยกว่านางเอกอีกด้วยซ้ำ)
แค่นี้แหละ
http://www.koisurumadori.com/

edit : รู้สึกวันนั้นลืมแปะโปสเตอร์ และสายตาเราแย่ไปมาก เราอ่าน serendipity เป็น splendidpity (และเข้าใจไปว่ามันแปลว่าความงดงาม แต่คำนี้มันไม่มีอยู่จริง) แต่พออ่านถูกก็ลองไปเปิดดิคดู
serendipity แปลว่า การมีโชคในการค้นพบสิ่งต้องการโดยบังเอิญ แล้วมันก็กลายเป็นคำศัพท์ประจำเดือนนี้ของเราเลย ชอบทั้งคำและความหมายมาก
พึ่งมีโอกาสได้ดู Hana&Alice เวอร์ชั่น short films หลังจากดูแบบยาวๆมาก่อนแล้วเมื่อสามปีที่แล้ว
ถ้าไม่ได้ดูฉบับยาวมาก่อนนี่เราจะไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวเองได้เลย
คนส่วนใหญ่บอกว่าชอบแบบยาวมากกว่า เพราะว่าเนื้อเรื่องจะเพ่งความสนใจไปที่ยู อาโออิมากขึ้น
ตอนแรกเราก็คิดเช่นนั้นเพราะเคลิ้มไปกับความน่ารักของยู
แต่ว่าพอมาดูแบบหนังสั้นๆแล้วไม่ใช่เลย
เราพบว่า ถ้าเราได้ดูแบบหนังสั้นก่อนหนังยาว เราต้องชอบหนังสั้นมากกว่าแน่ๆ
(แต่ย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว เพราะเราดูแบบหนังยาวมาก่อน แล้วมันก็มีผลกระทบมากเหมือนกัน)
จากทั้งสองหนังสั้นยาว เหตุการณ์หลักๆส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่รถไฟ
สถานีรถไฟและรถไฟทำให้ทั้งสองสาวได้พบกับหนึ่งหนุ่มผู้เป็นต้นตอของเรื่องทั้งหมด
หนุ่มที่ชอบยืนอ่านหนังสือด้วยท่าทางประเด๋อประด๋าที่เราเป็นปลื้มสุดๆ
ประเด็นก็คือ มีอยู่ฉากนึงทั้งจากฉบับสั้นและยาวที่ติดค้างในใจเรามาตั้งแต่ดูแบบยาว
ฉากที่ว่านั่นคือ ตอนที่ทั้งคู่คุยกันอยู่บนรถไฟแล้วจู่ๆก็หันไปมองอะไรสักอย่าง
กล้องโฟกัสออกมาแล้วก็พบว่าคนที่นั่งอยู่ทั้งแถวก็หันไปมองเหมือนกัน
แล้วก็ตัดภาพไปเลย ไม่ยอมฉายว่าสิ่งที่หลายคนมองอยู่นั่นคืออะไร

ลองวิเคราะห์ดูว่าความเป็นไปได้ของสิ่งที่ถูกมองนั้นคืออะไร
อาจจะเป็นพระเอก เพราะสองสาวคุยกันอยู่ว่าหน้าเขาเหมือนคนเล่นฮัลนิบาล
แล้วคนทั้งแถวอาจได้ยินดังนั้นเลยหันมองตาม
นี่เป็นแค่ข้อสันนิษฐาน เพราะยังไม่รู้เลยว่าพระเอกอยู่ในฉากนั้นด้วยหรือเปล่าตอนสองสาวคุยกัน
จนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่
ว่าจะเขียนจดหมายไปถามชุนจิเมื่อนานมาแล้ว
แต่ยังไม่ได้เขียนเพราะภาษาญี่ปุ่นยังไม่ได้เรื่องเหมือนเคย

คุณอายุสามสิบแล้ว
แต่คุณยังเป็นผู้ครอบครองยิ้มอันบริสุทธิ์สดใสของเด็กสาววัยแรกรุ่นอยู่เลย :)
พี่รินโกะ คิคุจิ แม่สาวใบ้จาก Babel พูดได้แล้ว
(ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าพี่ไปฝึกภาษาใบ้มาอย่างช่ำชองและไม่ได้เป็นคนใบ้จริงๆ แต่พอมาเห็นพี่พูดปรื๋อในหนังรักวัยรุ่นที่มีนากเองจาก sky of love และริวเฮเล่นอยู่ด้วยแล้วงึงงันค่ะ พี่เท่ห์มาก สวยกว่านางเอกอีกด้วยซ้ำ)
แค่นี้แหละ
http://www.koisurumadori.com/

edit : รู้สึกวันนั้นลืมแปะโปสเตอร์ และสายตาเราแย่ไปมาก เราอ่าน serendipity เป็น splendidpity (และเข้าใจไปว่ามันแปลว่าความงดงาม แต่คำนี้มันไม่มีอยู่จริง) แต่พออ่านถูกก็ลองไปเปิดดิคดู
serendipity แปลว่า การมีโชคในการค้นพบสิ่งต้องการโดยบังเอิญ แล้วมันก็กลายเป็นคำศัพท์ประจำเดือนนี้ของเราเลย ชอบทั้งคำและความหมายมาก
บางทีเราก็อยากจะหายไปจากโลก
ไม่ใช่ความตาย
ทั้งทีความตายเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงค์อยู่ แต่ความตายเป็นอะไรที่ซับซ้อนและยากที่จะเข้าใจจนเกินไป
หากแต่ทว่าเราอาจจะหายไปเลย
หายไปโดยไร้เหตุ หายไปโดยที่อยู่เฉยๆก็หายไป
หายไปโดยที่ไม่มีใครได้ทันสังเกตุหรือสนใจ
หลอมรวมกับมูลสารของอากาศ ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าและอาจจะหยุดพักที่เมฆปุยนุ่มเป็นบางเวลา
หายไปอย่างเดียวดาย คล้ายซากของต้นไม้ที่ค่อยๆย่อยสลายลงอย่างช้าๆ
หายวับ
พึ่งมีโอกาสได้ดู Hana&Alice เวอร์ชั่น short films หลังจากดูแบบยาวๆมาก่อนแล้วเมื่อสามปีที่แล้ว
ถ้าไม่ได้ดูฉบับยาวมาก่อนนี่เราจะไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวเองได้เลย
คนส่วนใหญ่บอกว่าชอบแบบยาวมากกว่า เพราะว่าเนื้อเรื่องจะเพ่งความสนใจไปที่ยู อาโออิมากขึ้น
ตอนแรกเราก็คิดเช่นนั้นเพราะเคลิ้มไปกับความน่ารักของยู
แต่ว่าพอมาดูแบบหนังสั้นๆแล้วไม่ใช่เลย
เราพบว่า ถ้าเราได้ดูแบบหนังสั้นก่อนหนังยาว เราต้องชอบหนังสั้นมากกว่าแน่ๆ
(แต่ย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว เพราะเราดูแบบหนังยาวมาก่อน แล้วมันก็มีผลกระทบมากเหมือนกัน)
จากทั้งสองหนังสั้นยาว เหตุการณ์หลักๆส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่รถไฟ
สถานีรถไฟและรถไฟทำให้ทั้งสองสาวได้พบกับหนึ่งหนุ่มผู้เป็นต้นตอของเรื่องทั้งหมด
หนุ่มที่ชอบยืนอ่านหนังสือด้วยท่าทางประเด๋อประด๋าที่เราเป็นปลื้มสุดๆ
ประเด็นก็คือ มีอยู่ฉากนึงทั้งจากฉบับสั้นและยาวที่ติดค้างในใจเรามาตั้งแต่ดูแบบยาว
ฉากที่ว่านั่นคือ ตอนที่ทั้งคู่คุยกันอยู่บนรถไฟแล้วจู่ๆก็หันไปมองอะไรสักอย่าง
กล้องโฟกัสออกมาแล้วก็พบว่าคนที่นั่งอยู่ทั้งแถวก็หันไปมองเหมือนกัน
แล้วก็ตัดภาพไปเลย ไม่ยอมฉายว่าสิ่งที่หลายคนมองอยู่นั่นคืออะไร

ลองวิเคราะห์ดูว่าความเป็นไปได้ของสิ่งที่ถูกมองนั้นคืออะไร
อาจจะเป็นพระเอก เพราะสองสาวคุยกันอยู่ว่าหน้าเขาเหมือนคนเล่นฮัลนิบาล
แล้วคนทั้งแถวอาจได้ยินดังนั้นเลยหันมองตาม
นี่เป็นแค่ข้อสันนิษฐาน เพราะยังไม่รู้เลยว่าพระเอกอยู่ในฉากนั้นด้วยหรือเปล่าตอนสองสาวคุยกัน
จนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่
ว่าจะเขียนจดหมายไปถามชุนจิเมื่อนานมาแล้ว
แต่ยังไม่ได้เขียนเพราะภาษาญี่ปุ่นยังไม่ได้เรื่องเหมือนเคย

คุณอายุสามสิบแล้ว
แต่คุณยังเป็นผู้ครอบครองยิ้มอันบริสุทธิ์สดใสของเด็กสาววัยแรกรุ่นอยู่เลย :)
พี่รินโกะ คิคุจิ แม่สาวใบ้จาก Babel พูดได้แล้ว
(ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าพี่ไปฝึกภาษาใบ้มาอย่างช่ำชองและไม่ได้เป็นคนใบ้จริงๆ แต่พอมาเห็นพี่พูดปรื๋อในหนังรักวัยรุ่นที่มีนากเองจาก sky of love และริวเฮเล่นอยู่ด้วยแล้วงึงงันค่ะ พี่เท่ห์มาก สวยกว่านางเอกอีกด้วยซ้ำ)
แค่นี้แหละ
http://www.koisurumadori.com/

edit : รู้สึกวันนั้นลืมแปะโปสเตอร์ และสายตาเราแย่ไปมาก เราอ่าน serendipity เป็น splendidpity (และเข้าใจไปว่ามันแปลว่าความงดงาม แต่คำนี้มันไม่มีอยู่จริง) แต่พออ่านถูกก็ลองไปเปิดดิคดู
serendipity แปลว่า การมีโชคในการค้นพบสิ่งต้องการโดยบังเอิญ แล้วมันก็กลายเป็นคำศัพท์ประจำเดือนนี้ของเราเลย ชอบทั้งคำและความหมายมาก
บางทีเราก็อยากจะหายไปจากโลก
ไม่ใช่ความตาย
ทั้งทีความตายเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงค์อยู่ แต่ความตายเป็นอะไรที่ซับซ้อนและยากที่จะเข้าใจจนเกินไป
หากแต่ทว่าเราอาจจะหายไปเลย
หายไปโดยไร้เหตุ หายไปโดยที่อยู่เฉยๆก็หายไป
หายไปโดยที่ไม่มีใครได้ทันสังเกตุหรือสนใจ
หลอมรวมกับมูลสารของอากาศ ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าและอาจจะหยุดพักที่เมฆปุยนุ่มเป็นบางเวลา
หายไปอย่างเดียวดาย คล้ายซากของต้นไม้ที่ค่อยๆย่อยสลายลงอย่างช้าๆ
หายวับ
พบเด็กชายท้องฟ้าครั้งแรกบนรถไฟฟ้า วิ่งขึ้นมาบนตู้รถเมื่อตอนที่เสียงเตือนประตูปิดร้องดัง ปิ๊ป ปิ๊ป ปิ๊ป เด็กชายท้องฟ้าขึ้นมาทันพอดี ยืนหอบสักพักก็มีผู้ใหญ่ใจดีลุกให้นั่ง เด็กชายท้องฟ้าเดินเข้าไปนั่งพร้อมกล่าวขอบคุณ แต่ไม่นานจากนั้นก็ต้องลุกยืนอีกที เพราะสถานีต่อไปมีคุณป้าขึ้นมา
เราเรียกเธอว่าคุณป้าหมายเลขหนึ่ง
คุณป้าหมายเลขหนึ่งหอบข้าวของพะรุงพะรัง เด็กชายท้องฟ้าเห็นดังนั้นก็ลังเลเล็กน้อย ก่อนที่จะลุกให้คุณป้านั่งอีกทีเพราะไม่มีผู้ใหญ่คนไหนใจกว้างพอ คุณน้าใจกว้างเมื่อตะกี้ก็ได้เสียสละที่นั่งของเขาให้กับเด็กชายท้องฟ้าเรียบร้อยแล้ว ผู้ใหญ่ใจกว้างปัจจุบันมีเหลือน้อยนิด เรื่องลุกให้คนชราและเด็กนั่งก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินไปกว่าที่ใครจะมาใส่ใจ
เอาล่ะ เรากลับมาที่เรื่องของคุณป้าหมายเลขหนึ่ง
พอนั่งที่เรียบร้อยแล้วเธอก็มอบยิ้มกว้างเห็นฟันเรียงสวยให้เด็กชายท้องฟ้า จากนั้นก็คุยอะไรกันนิดหน่อย แต่เราไม่ได้ยิน เราเลยแอบเฝ้ามองอยู่ห่างๆ ลองเดาเล่นๆในใจว่าพวกเขาคุยเรื่องอะไรกันนะ คุณป้าอาจจะถามเด็กชายท้องฟ้าว่า เรียนอยู่ที่ไหน กลับบ้านคนเดียวเหรออ เหนื่อยไหมจ๊ะ ลฯล หรือเด็กชายท้องฟ้าอาจจะให้คุณป้าเล่าเรื่องที่มาของของพะรุงพะรังให้ฟังก็ได้ เรายืนเดาไป นึกสนุกไปในใจ
พอถึงสถานีที่สามซึ่งเป็นสถานีที่เราต้องลง เด็กชายท้องฟ้าก็จะลงด้วยเหมือนกัน เห็นดังนั้นเราจึงคิดในใจว่า ได้การล่ะ เราต้องบันทึกภาพของเด็กชายท้องฟ้าไว้ให้ได้ เพราะเรารู้สึกถูกใจเด็กชายท้องฟ้ามาก จังหวะนี้เราควรเข้าไปขอเด็กชายท้องฟ้าถ่ายรูป แต่เราก็ไม่ได้เข้าไปสักที เราเดินตามหลังเด็กชายท้องฟ้า ใจนึงก็บอกให้เข้าไปได้แล้ว อีกใจนึงก็ไม่กล้า
ตอนนั้นแหละที่คุณป้าหมายเลขสองเข้ามา
คุณป้าหมายเลขสองมีลักษณะคล้ายคลึงกับคุณป้าหมายเลขหนึ่ง เธอยิ้มแย้ม หน้าตาใจดี แต่งตัวสุภาพ และหอบหิ้วของมากมาย เธอเข้ามาถามเด็กชายท้องฟ้าว่าใช้บัตรยังไง เด็กชายท้องฟ้าจึงหยุดเดิน เมื่อตอนที่เด็กชายท้องฟ้าหยุดเดินอย่างกะทันหัน เราก็พลอยต้องเบรคไปด้วยเพราะเราตามหลังเด็กชายท้องฟ้ามาแบบติดติด เด็กชายท้องฟ้ากลับไปที่ตู้สอดบัตรพลางใช้นิ้วชี้อธิบายว่าต้องเอาบัตรสอดเข้าไปทางนี้ และออกไปรับที่อีกทางนึงของตู้ คุณป้าพยักหน้าหงึกๆแสดงท่าทางว่าเข้าใจแล้วจ้ะ กล่าวขอบคุณ และหิ้วถุงมากมายเดินจากไป เราเหลียวหลังไปมองคุณป้าหมายเลขสองกับท่าทางเงอะงะงุ่มง่ามของเธอที่เกิดจากสิ่งของเยอะแยะนั่น พลางคิดในใจว่ามีแต่คุณป้าหอบของพะรุงพะรัง คนสมัยนี้มันเป็นยังไงกันนะ ทำไมลูกหลานไม่มาช่วยคุณป้าถือของ ปล่อยคุณป้ามาเดินคนเดียวอย่างงี้ได้อย่างไร พอหันกลับมาอีกทีเด็กชายท้องฟ้าก็หายไปแล้ว
เราพยายามมองหา ที่ทางออกหนึ่งไม่มี หันไปที่ทางออกสอง เห็นเด็กชายท้องฟ้ากำลังขมีขม้นวิ่งลงบันไดอยู่ เราเลยรีบวิ่งตามไป
เด็กชายท้องฟ้าวิ่งเร็วขัดกับร่างกายที่อ้วนกลม พอลงบันไดสถานีเสร็จแล้วเด็กชายท้องฟ้าก็เลี้ยวซ้าย วิ่งไปตามฟุตบาทถนน จากนั้นอีกไม่นานก็เลี้ยวซ้ายอีกทีตามทางเดินของฟุตบาท เราคิดว่าเราคงตามไม่ทันแล้ว แต่โชคช่วย เพราะพอเราเลี้ยวตามไปเจอสี่แยกพอดี มีทางม้าลายนอนราบอยู่ และเด็กชายท้องฟ้าก็ยืนรอข้ามถนนอยู่ เราเดินเบียดผู้คนเข้าไปจนถึงข้างหลังของเด็กชายท้องฟ้า วินาทีที่เราจะเอื้อมมือไปสัมผัสหลังเรียกเด็กชาย ไฟเขียวก็เปลี่ยนเป็นแดงพอดิบพอดี เด็กชายท้องฟ้าออกวิ่งต่อพอดี เราวิ่งตามอีกครั้ง เกิดความสงสัยขึ้นในใจว่าเด็กชายท้องฟ้าวิ่งกลับบ้านอย่างงี้ทุกวันเลยหรือ รึว่ากลัวเพราะรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกเราไล่ตามอยู่
ข้ามทางม้าลายไปได้สักพักเราก็ตามเด็กชายท้องฟ้าทัน อาจเป็นเพราะจากพลังของคนโตกว่าบวกกับขาที่ยาวกว่า เมื่อเราเข้าถึงตัวเด็กชาย เราก็แตะหลังเด็กชายท้องฟ้า แต่แตะแรงไปหน่อยเพราะแรงจากการหยุดวิ่งมันโถมเข้ามา เด็กชายท้องฟ้าเลยตกใจ หันมาทำหน้างงๆ เราก้มตัวไปจับหัวเข่าและทำท่าอย่างที่คนเหนื่อยๆเขาทำกัน เงยหน้าขึ้นมาเด็กชายท้องฟ้ายังตั้งคำถามบนหน้าอยู่
"พี่ขอถ่ายรูปหน่อย"
เด็กชายท้องฟ้าได้ยินดังนั้นก็ทำท่าประมาณว่า 'อ๋อ' แล้วก็หันหน้ามาทางเราเต็มตัวแล้วแอ๊คท่า กลับกลายเป็นว่าเรากลายเป็นคนที่มึนงงเสียเอง เด็กชายท้องฟ้าไม่กลัวคนแปลกหน้า เขาไม่วิ่งหนี แสดงท่าทางรังเกียจหรือทำท่าขยะแขยงใดๆ
เด็กชายท้องฟ้าตั้งท่าถ่ายรูปเต็มที่ ทำท่าเคร่งขรึม ขมวดคิ้วเข้ม
"ไม่ยิ้มหน่อยเหรอ"
เด็กชายทำท่าเหมือนถูกรบกวนเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มให้อย่างเสียมิได้ เราเห็นท่ายิ้มของเด็กชายท้องฟ้าแล้วคิดว่าเออ แบบไม่ยิ้มอาจจะดีกว่าแฮะ แอบหัวเราะในใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป พร้อมกดชัตเตอร์แล้วบอกว่าขอบคุณมากนะ
ทันใดที่ถ่ายเสร็จ เด็กชายท้องฟ้าก็ออกวิ่งอีกครั้ง พอดีกับที่เราเหลือบไปเห็นชื่อของเด็กชายที่ปักไว้บนเสื้อว่า'ท้องฟ้า' เรากำลังจะพูดว่าชื่อเท่ห์ดีนะเนี่ยเรา แต่เด็กชายท้องฟ้าก็ออกไปไกลเกินกว่าจะได้ยินเสียงเราแล้ว
ตอนนั้นไม่ได้พกกล้องดิจิม่อนไป แถมมันก็เย็นเสียแล้วด้วย รูปของเด็กชายท้องฟ้าเลยออกมาเป็นแบบนี้:

หมายเหตุ : เขียนจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว ตอนแรกกะว่าจะเขียนสั้นๆ แต่เขียนไปเขียนมาแล้วมันอดไม่ได้ที่จะต้องเติมทุกรายละเอียดลงไป และที่เราเริ่มเรื่องด้วยประโยค 'พบเด็กชายท้องฟ้าครั้งแรกบนรถไฟฟ้า' นั้นไม่ได้หมายความว่าเราพบเด็กชายท้องฟ้าครั้งที่สองแล้วหรอกนะ แต่เราคิดว่าต่อไปมันต้องมีครั้งที่สอง เราต้องพบกับเด็กชายท้องฟ้าอีกแน่ๆ เลยเขียนคำว่า 'ครั้งแรก' ลงไป...น่าแปลกแต่เขียนเรื่องนี้เสร็จแล้วอารมณ์ดี
นอกเรื่อง : ช่วงนี้ฟังแต่เพลง your arms around me ของ Jens Lekman รู้สึกขอบคุณพี่พิวพิวจัง เรามันเป็นพวกความรู้สึกช้า (เราหวังว่าพี่พิวพิวคงสบายดีนะคะ)
พึ่งมีโอกาสได้ดู Hana&Alice เวอร์ชั่น short films หลังจากดูแบบยาวๆมาก่อนแล้วเมื่อสามปีที่แล้ว
ถ้าไม่ได้ดูฉบับยาวมาก่อนนี่เราจะไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวเองได้เลย
คนส่วนใหญ่บอกว่าชอบแบบยาวมากกว่า เพราะว่าเนื้อเรื่องจะเพ่งความสนใจไปที่ยู อาโออิมากขึ้น
ตอนแรกเราก็คิดเช่นนั้นเพราะเคลิ้มไปกับความน่ารักของยู
แต่ว่าพอมาดูแบบหนังสั้นๆแล้วไม่ใช่เลย
เราพบว่า ถ้าเราได้ดูแบบหนังสั้นก่อนหนังยาว เราต้องชอบหนังสั้นมากกว่าแน่ๆ
(แต่ย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว เพราะเราดูแบบหนังยาวมาก่อน แล้วมันก็มีผลกระทบมากเหมือนกัน)
จากทั้งสองหนังสั้นยาว เหตุการณ์หลักๆส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่รถไฟ
สถานีรถไฟและรถไฟทำให้ทั้งสองสาวได้พบกับหนึ่งหนุ่มผู้เป็นต้นตอของเรื่องทั้งหมด
หนุ่มที่ชอบยืนอ่านหนังสือด้วยท่าทางประเด๋อประด๋าที่เราเป็นปลื้มสุดๆ
ประเด็นก็คือ มีอยู่ฉากนึงทั้งจากฉบับสั้นและยาวที่ติดค้างในใจเรามาตั้งแต่ดูแบบยาว
ฉากที่ว่านั่นคือ ตอนที่ทั้งคู่คุยกันอยู่บนรถไฟแล้วจู่ๆก็หันไปมองอะไรสักอย่าง
กล้องโฟกัสออกมาแล้วก็พบว่าคนที่นั่งอยู่ทั้งแถวก็หันไปมองเหมือนกัน
แล้วก็ตัดภาพไปเลย ไม่ยอมฉายว่าสิ่งที่หลายคนมองอยู่นั่นคืออะไร

ลองวิเคราะห์ดูว่าความเป็นไปได้ของสิ่งที่ถูกมองนั้นคืออะไร
อาจจะเป็นพระเอก เพราะสองสาวคุยกันอยู่ว่าหน้าเขาเหมือนคนเล่นฮัลนิบาล
แล้วคนทั้งแถวอาจได้ยินดังนั้นเลยหันมองตาม
นี่เป็นแค่ข้อสันนิษฐาน เพราะยังไม่รู้เลยว่าพระเอกอยู่ในฉากนั้นด้วยหรือเปล่าตอนสองสาวคุยกัน
จนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่
ว่าจะเขียนจดหมายไปถามชุนจิเมื่อนานมาแล้ว
แต่ยังไม่ได้เขียนเพราะภาษาญี่ปุ่นยังไม่ได้เรื่องเหมือนเคย

คุณอายุสามสิบแล้ว
แต่คุณยังเป็นผู้ครอบครองยิ้มอันบริสุทธิ์สดใสของเด็กสาววัยแรกรุ่นอยู่เลย :)
พี่รินโกะ คิคุจิ แม่สาวใบ้จาก Babel พูดได้แล้ว
(ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าพี่ไปฝึกภาษาใบ้มาอย่างช่ำชองและไม่ได้เป็นคนใบ้จริงๆ แต่พอมาเห็นพี่พูดปรื๋อในหนังรักวัยรุ่นที่มีนากเองจาก sky of love และริวเฮเล่นอยู่ด้วยแล้วงึงงันค่ะ พี่เท่ห์มาก สวยกว่านางเอกอีกด้วยซ้ำ)
แค่นี้แหละ
http://www.koisurumadori.com/

edit : รู้สึกวันนั้นลืมแปะโปสเตอร์ และสายตาเราแย่ไปมาก เราอ่าน serendipity เป็น splendidpity (และเข้าใจไปว่ามันแปลว่าความงดงาม แต่คำนี้มันไม่มีอยู่จริง) แต่พออ่านถูกก็ลองไปเปิดดิคดู
serendipity แปลว่า การมีโชคในการค้นพบสิ่งต้องการโดยบังเอิญ แล้วมันก็กลายเป็นคำศัพท์ประจำเดือนนี้ของเราเลย ชอบทั้งคำและความหมายมาก
บางทีเราก็อยากจะหายไปจากโลก
ไม่ใช่ความตาย
ทั้งทีความตายเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงค์อยู่ แต่ความตายเป็นอะไรที่ซับซ้อนและยากที่จะเข้าใจจนเกินไป
หากแต่ทว่าเราอาจจะหายไปเลย
หายไปโดยไร้เหตุ หายไปโดยที่อยู่เฉยๆก็หายไป
หายไปโดยที่ไม่มีใครได้ทันสังเกตุหรือสนใจ
หลอมรวมกับมูลสารของอากาศ ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าและอาจจะหยุดพักที่เมฆปุยนุ่มเป็นบางเวลา
หายไปอย่างเดียวดาย คล้ายซากของต้นไม้ที่ค่อยๆย่อยสลายลงอย่างช้าๆ
หายวับ
พบเด็กชายท้องฟ้าครั้งแรกบนรถไฟฟ้า วิ่งขึ้นมาบนตู้รถเมื่อตอนที่เสียงเตือนประตูปิดร้องดัง ปิ๊ป ปิ๊ป ปิ๊ป เด็กชายท้องฟ้าขึ้นมาทันพอดี ยืนหอบสักพักก็มีผู้ใหญ่ใจดีลุกให้นั่ง เด็กชายท้องฟ้าเดินเข้าไปนั่งพร้อมกล่าวขอบคุณ แต่ไม่นานจากนั้นก็ต้องลุกยืนอีกที เพราะสถานีต่อไปมีคุณป้าขึ้นมา
เราเรียกเธอว่าคุณป้าหมายเลขหนึ่ง
คุณป้าหมายเลขหนึ่งหอบข้าวของพะรุงพะรัง เด็กชายท้องฟ้าเห็นดังนั้นก็ลังเลเล็กน้อย ก่อนที่จะลุกให้คุณป้านั่งอีกทีเพราะไม่มีผู้ใหญ่คนไหนใจกว้างพอ คุณน้าใจกว้างเมื่อตะกี้ก็ได้เสียสละที่นั่งของเขาให้กับเด็กชายท้องฟ้าเรียบร้อยแล้ว ผู้ใหญ่ใจกว้างปัจจุบันมีเหลือน้อยนิด เรื่องลุกให้คนชราและเด็กนั่งก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินไปกว่าที่ใครจะมาใส่ใจ
เอาล่ะ เรากลับมาที่เรื่องของคุณป้าหมายเลขหนึ่ง
พอนั่งที่เรียบร้อยแล้วเธอก็มอบยิ้มกว้างเห็นฟันเรียงสวยให้เด็กชายท้องฟ้า จากนั้นก็คุยอะไรกันนิดหน่อย แต่เราไม่ได้ยิน เราเลยแอบเฝ้ามองอยู่ห่างๆ ลองเดาเล่นๆในใจว่าพวกเขาคุยเรื่องอะไรกันนะ คุณป้าอาจจะถามเด็กชายท้องฟ้าว่า เรียนอยู่ที่ไหน กลับบ้านคนเดียวเหรออ เหนื่อยไหมจ๊ะ ลฯล หรือเด็กชายท้องฟ้าอาจจะให้คุณป้าเล่าเรื่องที่มาของของพะรุงพะรังให้ฟังก็ได้ เรายืนเดาไป นึกสนุกไปในใจ
พอถึงสถานีที่สามซึ่งเป็นสถานีที่เราต้องลง เด็กชายท้องฟ้าก็จะลงด้วยเหมือนกัน เห็นดังนั้นเราจึงคิดในใจว่า ได้การล่ะ เราต้องบันทึกภาพของเด็กชายท้องฟ้าไว้ให้ได้ เพราะเรารู้สึกถูกใจเด็กชายท้องฟ้ามาก จังหวะนี้เราควรเข้าไปขอเด็กชายท้องฟ้าถ่ายรูป แต่เราก็ไม่ได้เข้าไปสักที เราเดินตามหลังเด็กชายท้องฟ้า ใจนึงก็บอกให้เข้าไปได้แล้ว อีกใจนึงก็ไม่กล้า
ตอนนั้นแหละที่คุณป้าหมายเลขสองเข้ามา
คุณป้าหมายเลขสองมีลักษณะคล้ายคลึงกับคุณป้าหมายเลขหนึ่ง เธอยิ้มแย้ม หน้าตาใจดี แต่งตัวสุภาพ และหอบหิ้วของมากมาย เธอเข้ามาถามเด็กชายท้องฟ้าว่าใช้บัตรยังไง เด็กชายท้องฟ้าจึงหยุดเดิน เมื่อตอนที่เด็กชายท้องฟ้าหยุดเดินอย่างกะทันหัน เราก็พลอยต้องเบรคไปด้วยเพราะเราตามหลังเด็กชายท้องฟ้ามาแบบติดติด เด็กชายท้องฟ้ากลับไปที่ตู้สอดบัตรพลางใช้นิ้วชี้อธิบายว่าต้องเอาบัตรสอดเข้าไปทางนี้ และออกไปรับที่อีกทางนึงของตู้ คุณป้าพยักหน้าหงึกๆแสดงท่าทางว่าเข้าใจแล้วจ้ะ กล่าวขอบคุณ และหิ้วถุงมากมายเดินจากไป เราเหลียวหลังไปมองคุณป้าหมายเลขสองกับท่าทางเงอะงะงุ่มง่ามของเธอที่เกิดจากสิ่งของเยอะแยะนั่น พลางคิดในใจว่ามีแต่คุณป้าหอบของพะรุงพะรัง คนสมัยนี้มันเป็นยังไงกันนะ ทำไมลูกหลานไม่มาช่วยคุณป้าถือของ ปล่อยคุณป้ามาเดินคนเดียวอย่างงี้ได้อย่างไร พอหันกลับมาอีกทีเด็กชายท้องฟ้าก็หายไปแล้ว
เราพยายามมองหา ที่ทางออกหนึ่งไม่มี หันไปที่ทางออกสอง เห็นเด็กชายท้องฟ้ากำลังขมีขม้นวิ่งลงบันไดอยู่ เราเลยรีบวิ่งตามไป
เด็กชายท้องฟ้าวิ่งเร็วขัดกับร่างกายที่อ้วนกลม พอลงบันไดสถานีเสร็จแล้วเด็กชายท้องฟ้าก็เลี้ยวซ้าย วิ่งไปตามฟุตบาทถนน จากนั้นอีกไม่นานก็เลี้ยวซ้ายอีกทีตามทางเดินของฟุตบาท เราคิดว่าเราคงตามไม่ทันแล้ว แต่โชคช่วย เพราะพอเราเลี้ยวตามไปเจอสี่แยกพอดี มีทางม้าลายนอนราบอยู่ และเด็กชายท้องฟ้าก็ยืนรอข้ามถนนอยู่ เราเดินเบียดผู้คนเข้าไปจนถึงข้างหลังของเด็กชายท้องฟ้า วินาทีที่เราจะเอื้อมมือไปสัมผัสหลังเรียกเด็กชาย ไฟเขียวก็เปลี่ยนเป็นแดงพอดิบพอดี เด็กชายท้องฟ้าออกวิ่งต่อพอดี เราวิ่งตามอีกครั้ง เกิดความสงสัยขึ้นในใจว่าเด็กชายท้องฟ้าวิ่งกลับบ้านอย่างงี้ทุกวันเลยหรือ รึว่ากลัวเพราะรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกเราไล่ตามอยู่
ข้ามทางม้าลายไปได้สักพักเราก็ตามเด็กชายท้องฟ้าทัน อาจเป็นเพราะจากพลังของคนโตกว่าบวกกับขาที่ยาวกว่า เมื่อเราเข้าถึงตัวเด็กชาย เราก็แตะหลังเด็กชายท้องฟ้า แต่แตะแรงไปหน่อยเพราะแรงจากการหยุดวิ่งมันโถมเข้ามา เด็กชายท้องฟ้าเลยตกใจ หันมาทำหน้างงๆ เราก้มตัวไปจับหัวเข่าและทำท่าอย่างที่คนเหนื่อยๆเขาทำกัน เงยหน้าขึ้นมาเด็กชายท้องฟ้ายังตั้งคำถามบนหน้าอยู่
"พี่ขอถ่ายรูปหน่อย"
เด็กชายท้องฟ้าได้ยินดังนั้นก็ทำท่าประมาณว่า 'อ๋อ' แล้วก็หันหน้ามาทางเราเต็มตัวแล้วแอ๊คท่า กลับกลายเป็นว่าเรากลายเป็นคนที่มึนงงเสียเอง เด็กชายท้องฟ้าไม่กลัวคนแปลกหน้า เขาไม่วิ่งหนี แสดงท่าทางรังเกียจหรือทำท่าขยะแขยงใดๆ
เด็กชายท้องฟ้าตั้งท่าถ่ายรูปเต็มที่ ทำท่าเคร่งขรึม ขมวดคิ้วเข้ม
"ไม่ยิ้มหน่อยเหรอ"
เด็กชายทำท่าเหมือนถูกรบกวนเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มให้อย่างเสียมิได้ เราเห็นท่ายิ้มของเด็กชายท้องฟ้าแล้วคิดว่าเออ แบบไม่ยิ้มอาจจะดีกว่าแฮะ แอบหัวเราะในใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป พร้อมกดชัตเตอร์แล้วบอกว่าขอบคุณมากนะ
ทันใดที่ถ่ายเสร็จ เด็กชายท้องฟ้าก็ออกวิ่งอีกครั้ง พอดีกับที่เราเหลือบไปเห็นชื่อของเด็กชายที่ปักไว้บนเสื้อว่า'ท้องฟ้า' เรากำลังจะพูดว่าชื่อเท่ห์ดีนะเนี่ยเรา แต่เด็กชายท้องฟ้าก็ออกไปไกลเกินกว่าจะได้ยินเสียงเราแล้ว
ตอนนั้นไม่ได้พกกล้องดิจิม่อนไป แถมมันก็เย็นเสียแล้วด้วย รูปของเด็กชายท้องฟ้าเลยออกมาเป็นแบบนี้:

หมายเหตุ : เขียนจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว ตอนแรกกะว่าจะเขียนสั้นๆ แต่เขียนไปเขียนมาแล้วมันอดไม่ได้ที่จะต้องเติมทุกรายละเอียดลงไป และที่เราเริ่มเรื่องด้วยประโยค 'พบเด็กชายท้องฟ้าครั้งแรกบนรถไฟฟ้า' นั้นไม่ได้หมายความว่าเราพบเด็กชายท้องฟ้าครั้งที่สองแล้วหรอกนะ แต่เราคิดว่าต่อไปมันต้องมีครั้งที่สอง เราต้องพบกับเด็กชายท้องฟ้าอีกแน่ๆ เลยเขียนคำว่า 'ครั้งแรก' ลงไป...น่าแปลกแต่เขียนเรื่องนี้เสร็จแล้วอารมณ์ดี
นอกเรื่อง : ช่วงนี้ฟังแต่เพลง your arms around me ของ Jens Lekman รู้สึกขอบคุณพี่พิวพิวจัง เรามันเป็นพวกความรู้สึกช้า (เราหวังว่าพี่พิวพิวคงสบายดีนะคะ)
Into The Wild (2007, Sean Penn)
หนังเรื่องนี้ถูกสร้างจากนวนิยายชีวประวัติของ Christopher McCandless—หนุ่มอายุ 23 ที่พึ่งจบจากมหาลัย
แทนที่จะใช้ชีวิตหลังเรียนจบไปหางานทำหรือประกอบการอะไรสักอย่าง แต่ไม่
อยู่ดีๆเขาก็บริจาคเงินทั้งหมดที่มีอยู่ให้กับมูลนิธิ ออกเดินทาง แล้วบอกว่าไปอลาสก้ากันดีกว่า!
การแสวงหาอะไรสักอย่างหรือการหน่ายหนีของชีวิตที่ทำให้คนหนุ่มต้องออกเดินทาง อาจฟังดูเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับบางกรณี
หากแต่ Into the Wild ไม่เป็นเช่นนั้น
หนังถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
อาจโดนหลอก แต่โดยส่วนตัวคิดว่ามันเสมือนจริงในทุกอากัปกิริยาของทุกทวงท่าที่หนังเคลื่อนไหว
ไม่ได้นำเสนอชีวิตเท่ห์ๆที่เข้าไปอยู่ในป่าแล้วสามารถบรรลุจุดหมาย ค้นพบสิ่งที่ต้องการแล้วกลับมาใช้ชีวิตธรรมดา หรืออะไรก็ตามแต่
แต่นำเสนอข้อเท็จจริงที่ว่า ธรรมชาติให้สุขอิสระ แต่มันก็ให้โทษเหมือนกัน บางทีความเสรีแบบแปลกแยกอาจไม่ได้มีแต่ความรื่นรมย์เสมอไป
ที่น่าอิจฉาก็คือไม่ว่าพ่อหนุ่มคนนี้จะไปที่ไหน พบปะผู้คนประเภทใด เขามักจะเป็นที่รักของทุกคนเสมอ (แต่ไม่ค่อยชอบนักแสดงที่มาเล่นเป็น McCandless หละ พอไม่มีเคราแล้วคล้าย ลีโอนาโด ดิ คาปริโอ้ เลย, แถมเราว่าท่าทางของเค้าเนี่ยแหละที่เป็นส่วนเดียวที่ทำให้เรื่องที่ถ่ายทอดออกมาแบบเกือบจะสมบูรณ์แล้วเสียหลัก)
ธรรมชาติที่ถูกถ่ายทอดออกมาสู่แผ่นฟิล์มนั้นก็สวยจนไร้ที่ติ เหมือนดูดิสคัฟเวอรี่ แชลแนล ฉบับมีเนื้อเรื่องอยู่
บางฉากตระการตาจนเห็นแล้วอยากจะวิ่งไปหยิบกล้องมา แล้วกระโจนเข้าไปในจอเพื่อดูดซับทิวทัศน์นั้นๆ
มีข้อสงสัยอยู่หนึ่งประการว่า การออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง (หรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่) มันจะเกิดขึ้นได้ด้วยเฉพาะกับผู้ชายเท่านั้นหรือ?
ทำไมเราไม่ค่อยเห็นสาวๆมีการผจญภัยอะไรแบบนี้บ้างเลย (แน่นอนว่าไม่นับพวกฮิปปี้ส์) หรือว่าความสนใจและอารมณ์ภายในที่คิดจะทำอะไรบ้าๆแบบนี้มันต่างกัน?
สุดท้ายแล้วยังหาคำตอบไม่ได้
รู้แต่ว่าหนังเรื่องนี้ได้ขโมยความฝันของเราไปเรียบร้อยแล้ว

"Happiness isn't real unless it is shared"
"I have had a happy life and thank the Lord. Goodbye and may God bless all!"
Chris McCandless, August 1991
ป.ล. เพลงประกอบ Tuolumne ที่ทำโดย Eddie Vedder เพราะมาก ไม่แปลกใจว่าทำไมได้รางวัล
ป.ล. ๒ แต่ก็ไม่ได้ชอบหนังขนาดนั้นหรอกนะ ดูแล้วไม่ได้มีแรงบันดาลใจที่ทำให้อยากออกเดินทางผุดขึ้นมาแต่ประการใด แต่มันก็มีความรู้สึกดีๆอยู่ บวกกับภาพสวยด้วยละมั้ง ดูหนังอังกฤษมากๆแล้วคิดถึงภาพสวยนิ่งแช่กล้องแบบญี่ปุ่นแฮะ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ออกไปซื้อหนังเลย ไม่มีเงิน